การตั้งค่า RSSI กับการแก้ปัญหา Client ที่ชอบเกาะตัว Access Point ที่ให้คุณภาพสัญญาณแย่

Last updated: 2021-09-22  |  4016 จำนวนผู้เข้าชม  | 

การตั้งค่า RSSI กับการแก้ปัญหา Client ที่ชอบเกาะตัว Access Point ที่ให้คุณภาพสัญญาณแย่

ทุกคนเคยเจอปัญหาแบบนี้มั้ย ??

สมมุติว่ารอบๆ ตัวเรามี Access Point อยู่ 2 -3 ตัว และทั้งหมดนั้นเป็นเครือข่ายเดียวกัน ใช้ SSID เดียวกัน แทนที่ Smart Phone ของเรา ควรจะไปเกาะกับ Access Point ตัวที่ให้คุณภาพสัญญาณที่ดีกว่า แต่มันก็ดันไปเกาะอยู่กับ Access Point ตัวที่ให้คุณภาพสัญญาณแย่อยู่นั่นแหละ !!!

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โลกแห่ง Ubiquiti Network และ Unifi Wireless สำหรับบทความนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับการตั้งค่า RSSI ที่จะช่วยให้เราบริหารจัดการกับการเข้าถึง Access Point ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ก่อนอื่นเลยจะขอเกริ่นนำสักเพียงเล็กน้อย เพื่อที่จะได้เข้าใจภาพรวม แต่ถ้าใครวัยรุ่นใจร้อน ก็กระโดดข้ามลงไปด้านล่างได้เลยคับป๋ม

Signal Strength

มีหลายคนสับสนระหว่าง “ เน็ตแรง” กับ “Signal Strength” อันนี้มันคนละความหมายกันเลยนะ คำแรกนั่นหมายถึงความเร็วของเน็ต ส่วนอันหลังคือความแรงของสัญญาณ และเน็ตแรงไม่ได้แปลว่าเน็ตเร็วเสมอไป ไม่ งง กันใช่ปะ ??

ทุกคนต้องแยกระหว่างคำสองคำข้างต้นให้ออกนะ จริงๆแล้วคนส่วนใหญ่เข้าใจกันผิดเยอะเลย

ดัชนีที่ใช้วัด Signal Strength คือ Received Signal Strength Indicator (RSSI) โดยวัดความ “ดัง” ของสัญญาณ สังเกตดูนะว่าสองตัวแรกของ RSSI ย่อมาจาก Received Signal ไม่ใช่ Transmitted Signal ฉะนั้นค่าที่วัดได้จะเป็นความดังที่ตัวอุปกรณ์ “ได้ยิน” ไม่ใช่กำลังส่งของตัว AP นะครับ อันนี้ก็มีหลายคนสับสน

แน่นอนว่า AP อยู่ใกล้อยู่ไกลก็มีส่วน การเซ็ตค่ากำลังส่งของ AP รวมถึงปัจจัยรอบตัวเช่นความหนาของกำแพง เฟอร์นิเจอร์ แม้แต่ตัวคนเราเอง ล้วนแล้วมีผลต่อ RSSI ส่วนตัวอุปกรณ์ที่รับสัญญาณเองอาจจะใช้ Wi-Fi chip คนละตัว ซึ่งแต่ละตัวมีความสามารถในการ “ได้ยิน” ไม่เท่ากัน เหมือนบางคนหูดี บางคนหูตึง ฉะนั้น RSSI ของอุปกรณ์สองตัวไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เราใช้ RSSI แค่เป็นเกณฑ์คร่าวๆในการวัดความแรงเท่านั้น

dBm vs mW

dBm (decibel-milliwatt) เป็นหน่วยที่ใช้วัดค่า RSSI ซึ่งใช้ decibel เป็นหน่วยวัดเทียบ “ความดัง” ของเสียงที่สัมพันธ์กับกำลัง 1 milliwatt (mW) งงใช่มั้ย 55

อธิบายง่ายๆคือ dBm หรือ mW เป็นหน่วยวัดกำลังทั้งคู่ แต่เพราะ Wi-Fi ใช้กำลังส่งที่ต่ำมากๆ ค่าที่ได้จะเป็นหน่วยที่เล็กและใช้ยาก เช่นให้เปรียบเทียบระหว่าง 0.000000316mW หรือ 0.00000001mW จุดไหนแรงกว่ากัน??

ถ้าให้เทียบเป็น mW ใครๆก็มึน แต่ถ้าเราพูดว่า -65dBm กับ -80dBm แค่นั้นจบ เห็นมั้ยละว่าชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย

ตารางข้างล่างแปลงค่าจาก dBm เป็น mW สัญญาณที่ดีไม่ควรต่ำกว่า -65dBm แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ -70dBm ก็ยังดี -75dBm นี่เริ่มแย่ แต่ถ้าต่ำกว่านั้นนี่ถือว่าอยู่ไกลไป อาจจะเกาะ AP ได้แต่จะช้าและเริ่มไม่เสถียรแล้วละ

 

ถ้า Wi-Fi ในห้องแรง -50dBm หรือ 1/100,000mW เทียบเท่ากับ 1/100,000,000 วัตต์ iPhone 7ยังปล่อยพลังงานที่ 1.38W* เลย เห็นมั้ยครับว่า Wi-Fi ใช้พลังงานน้อยและปลอดภัยมาก

เรามาดูกันว่าจะใช้โปรแกรมอะไรเช็ค RSSI จริงๆแล้ว Wi-Fi Scanner ตัวไหนก็ใช้ได้ ตัวฟรีมีหลายตัวเลย ตัวที่แนะนำก็จะมี WinFi Lite สำหรับ Windows 10 ถ้าใช้ Mac OSX ก็ WiFi Explorer หรือถ้าใครใช้ iPhone ก็ไม่ต้องโหลดที่ไหน ใช้แอ๊พ AirPort Utility ได้เลย 

 


 

Noise

เรารู้จัก RSSI แล้วตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับ Noise กันบ้างครับ Noise หรือ Ambient Noise เป็นตัวแปรที่ไม่พึงประสงค์เกิดจากเสียงรบกวนจากสิ่งรอบตัวไม่ว่าจะมาจากอุปกรณ์ Wi-Fi ที่อยู่ไกลจนอุปกรณ์แปลงเป็นสัญญาณไม่ได้ หรือมาจากอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ Wi-Fi เช่นเตาอบไมโครเวฟ โทรศัพท์ไร้สาย หรือสัญญาณเรดาห์เป็นต้น

Noise ใช้ dBm เป็นหน่วยวัดความดังเช่นเดียวกับ RSSI เริ่มจาก 0 ถึง -100 dBm ตัวเลขยิ่งสูง (ใกล้ 0) เสียงยิ่งดัง และมีผลกับ RSSI โดยปกติค่า Noise ส่วนใหญ่จะต่ำกว่า -90dBm แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เราอาจจะทำอะไรมากไม่ได้ เช่น AP ในโรงงานที่มีเครื่องจักรเยอะๆอาจจะมี ambient noise ที่สูง

 

สัญญาณรบกวนจากเตาไมโครเวฟ

ค่า Noise ต้องใช้ Spectrum Analyzer อย่าง Ekahau Sidekick หรือ AirMagnet วัดค่า แต่อุปกรณ์ Wi-Fi Scanner ก็ใช้วิธีคำนวนค่า noise ได้แต่ก็ไม่ถึงกับเป๊ะ 100%

 


Signal-to-Noise Ratio (SNR)

หลังจากที่เรารู้จัก Signal กับ Noise แล้ว พอเราเอาสองตัวมายำกันได้ออกมาเป็น Signal-to-Noise Ratio หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า SNR ครับ

จริงๆแล้วเรียก SNR ว่าเรโชก็คงไม่ถูกซะทีเดียวเพราะ SNR คือค่าความต่างระหว่าง Signal และ Noise จากภาพข้างล่าง Noise Floor อยู่ที่ -95dBm ส่วน Laptop ตัวที่อยู่ใกล้ AP ได้สัญญาณที่ -70dBm ฉะนั้นได้ SNR ที่ 20dB ส่วน Laptop ตัวอีกตัวที่อยู่ห่างไปได้สัญญาณที่ -88dBm ฉะนั้น SNR อยู่ที่ 7dB

ค่า SNR ที่ยอมรับกันทั่วไปไม่ต่ำกว่า 20 dB ถ้า 25dB หรือ 30dB ได้ยิ่งดี

ส่วนตัวแล้วผมจะให้ความสำคัญกับ SNR เป็นอันดับแรก เพราะ SNR ตัวเดียวบอกถึงคุณภาพของสัญญาณทั้งหมด ถ้าดูแค่ RSSI อาจโดนสับขาหลอกได้ เพราะบางทีค่า RSSI สูงก็จริงแต่ถ้า Noise สูงค่า SNR ก็ต่ำ ฉะนั้นถ้าเราจะเทียบคุณภาพของสัญญาณ เราเทียบกันที่ SNR ครับไม่ใช่ RSSI


 

ความสัมพันธ์ระหว่าง SNR และ Data Rate

ปกติแล้วเราจะวัดประสิทธิภาพของ Wi-Fi Internet จากความเร็วใช่มั้ยครับ ถ้าอยากรู้ว่าอุปกรณ์เราเชื่อมต่อกัน AP ได้ไวแค่ไหน ให้ดูที่ SNR ครับ

จากภาพข้างล่างจะเห็นได้ว่า SNR ยิ่งสูง การแปลงสัญญาณ (Modulate/Demodulate)ทำได้เร็วและแม่นยำ ฉะนั้นรองรับ Data Rate ที่สูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณภาพสัญญาณต่ำ อุปกรณ์จำเป็นต้องลดความเร็วลงเพื่อให้ยังสามารถสื่อสารกับตัว AP ได้

โดยปกติแล้วอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ AP เชื่อมต่อได้เร็วกว่า ฉะนั้นระยะห่างจากอุปกรณ์ถึงตัว AP สำคัญมาก เป็นเหตุผลที่หลายโรงแรมที่เคยติด AP ไว้ตรงทาง Corridor แขกแต่ย้ายเข้ามาติดในห้องเพื่อเพิ่ม SNR ให้แขกสามารถเชื่อมต่อเน็ตได้เร็วขึ้น





ในการระบุค่าขั้นต่ำของ RSSI ( เป็นตัวบ่งชี้ความแรงของสัญญาณที่ได้รับ ) มันเป็นค่าที่เราสามารถกำหนดได้บน Access Point เพื่อให้เครื่องสถานีลูก เห็นหรือรับระดับสัญญาณขั้นต่ำที่เราระบุไว้ใน Access Point และสามารถเชื่อมต่อกันได้นั่นเอง

เอาละ เกริ่นซะเยอะ ต่อไปเรามาเข้าสู่ตัวอย่างการตั้ง RSSI ของ Unifi Access Point กันจริงๆเลยดีกว่า

ขอบอกไว้ก่อนนะว่า บางที Unifi SDN Controller มีการเปลี่ยนแปลง Versions และอาจจะมีการสลับตำแหน่งเมนูอยู่บ้าง ในส่วนของบทความนี้ก็ให้ดูไว้เป็นไอเดียก็แล้วกันนะจ๊ะ 

อันดับแรกเลยเราต้องทำการ Enable minimum RSSI บน UniFi Network Controller ขึ้นมาก่อน โดยทำตามขั้นตอน

1. Launch เปิด UniFi Network Controller ขึ้นมาและไปที่ Settings (Gear Icon) > Site.


2. ภายในเมนู Services ให้ทำการ Checkbox เพื่อทำการ Enable Advanced Features.


3. Click Apply Changes.
4. ไปที่ TAB Devices > และให้คลิกตัว AP ที่ต้องการ > จากนั้นแผงคุณสมบัติของ AP จะเด้งออกมา > ภายในแผงคุณสมบัติให้ไปที่ Config [ ตัวอย่าง Icon ด้านล่าง ]  แล้วเลือก Radios  เพื่อเริ่มดำเนินการ

5.คลิกที่ Advance Option เพื่อให้แสดงตัวเลือกค่า RSSI ทั้งนี้คุณสามารถตั้งค่าได้ทั้งในย่าน 2G และ 5G

ในส่วนนี้จะช่วยให้คุณตั้งค่าขั้นต่ำของ RSSI ได้ โดยให้คุณใส่เครื่องหมายลงไปในช่องเพื่อเปิดใช้งานขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ป้อนค่า RSSI ขั้นต่ำที่ต้องการลงไปได้เลย

หากต้องการจะดูค่า RSSI ของ User และ Guest ให้ไปที่แท็บ Clients individually ภายในหน้าต่างคุณสมบัติ AP ซึ่งจะทำให้คุณได้เห็นภาพรวมทั้งหมด

จากนั้นคุณก็สามารถเลือก Client ได้ทีละรายเพื่อดู Frequency ( Radio ) ที่เปิดฟังชั่น RSSI อยู่



หากคุณต้องการจะดูรายละเอียดเพิ่มเติม ให้คุณคลิกที่สถานีลูกตัวที่ต้องการ จากนั้นก็กดที่ STATISTICS แล้วคุณก็จะเห็นข้อมูลสถิติตามตัวอย่างด้านล่าง

ตัวอย่างข้างต้นจะแสดงถึงช่องสัญญาณหรือวิทยุที่เครื่องลูกแต่ละเครื่องทำการเชื่อมต่ออยู่ ในวงเล็บจะแสดงถึงโปรโตคอลค่ามาตรฐาน WiFi  ที่ใช้งานอยู่ นอกจากนี้ยังสามารถดูค่า TX / RX ของ Client ได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงช่วยประกอบบทความ

ONE Hospitality Solutions Co., Ltd

Powered by MakeWebEasy.com